-
แจ้งความร้องทุกข์ (เริ่มต้นเรื่อง)
- เมื่อเราได้รับความเสียหาย หรือรู้ว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น สิ่งแรกที่เราต้องทำคือไปแจ้งความที่สถานีตำรวจครับ
- ตำรวจจะแบ่งงานหลักๆ เป็น 2 ฝ่ายคือ งานสืบสวน (หาข้อมูลลับๆ) และ งานสอบสวน (สอบปากคำ รวบรวมหลักฐานอย่างเป็นทางการ)
-
ตำรวจสืบสวนและสอบสวน (หาความจริง)
- งานสืบสวน: ตำรวจจะเริ่มหาข้อมูลเบื้องต้น เช่น ตรวจที่เกิดเหตุ, หาพยานแวดล้อม, กล้องวงจรปิด, ข้อมูลทะเบียนรถ/โทรศัพท์ เพื่อดูว่ามีมูลความผิดจริงไหม และใครน่าจะเป็นคนทำ
- งานสอบสวน: ตำรวจจะออกหมายเรียกพยานที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ, ขอข้อมูลกล้องวงจรปิด/เอกสารต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อรวบรวมหลักฐานให้แน่นหนาขึ้น
- สำคัญ: ในทางปฏิบัติจริง บางทีตำรวจงานเยอะมากกกก… เราอาจจะต้องช่วยตำรวจหาข้อมูลเบื้องต้นไปให้บ้าง เพื่อให้คดีคืบหน้าเร็วขึ้น หรือปรึกษาทนายให้ช่วยสืบสวนเพิ่มเติมได้ครับ
-
ไกล่เกลี่ย (ถ้าเป็นไปได้)
- ในคดีอาญาบางประเภท (เช่น ยอมความได้) หรือคดีไม่ร้ายแรง ตำรวจอาจจะลองเรียกคู่กรณีมาคุย มาไกล่เกลี่ยกันที่โรงพักก่อน
- ถ้าตกลงกันได้ คดีก็อาจจะจบลงตรงนี้ ไม่ต้องไปถึงขั้นฟ้องศาล (แต่ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป)
-
ออกหมายเรียก/หมายจับ ผู้ต้องหา (เรียกตัวมา)
- ถ้าตำรวจสืบสวนสอบสวนแล้ว เชื่อว่ามีคนกระทำผิดจริง และมีหลักฐานพอสมควร ตำรวจจะเริ่มเรียกตัวผู้ต้องหามา
- หมายเรียก: สำหรับคดีไม่ร้ายแรง ตำรวจจะออกหมายเรียกให้ผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหา (ส่งไปที่บ้านตามทะเบียนราษฎร์) ถ้าไม่มาตามหมายเรียก 2 ครั้ง ก็อาจจะขอศาลออกหมายจับ
- หมายจับ: สำหรับคดีร้ายแรง หรือมีเหตุให้เชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ตำรวจอาจจะขอศาลออกหมายจับเลย
-
แจ้งข้อกล่าวหา (บอกว่าโดนข้อหาอะไร)
- เมื่อได้ตัวผู้ต้องหามาแล้ว (ไม่ว่าจะมาตามหมายเรียก หรือถูกจับ) ตำรวจจะแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบ ว่าถูกดำเนินคดีในข้อหาอะไร มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง มีหลักฐานอะไรที่เกี่ยวข้อง
- พร้อมกับสอบปากคำผู้ต้องหา ว่าจะให้การอย่างไร จะรับสารภาพ หรือปฏิเสธ
- ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะมีทนายความเข้าร่วมในการสอบสวนได้
-
สอบสวนเพิ่มเติม (หาหลักฐานเพิ่ม-
- หลังจากแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ตำรวจก็จะทำการสอบสวนเพิ่มเติม รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งจากฝ่ายผู้เสียหาย และฝ่ายผู้ต้องหา
- ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้พยานหลักฐานของตัวเอง, ขอให้ตำรวจสอบพยานเพิ่มเติม, หรือขอตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ได้
- ในชั้นสอบสวนนี้ ผู้ต้องหาสามารถต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้
-
ทำสำนวนส่งอัยการ (ตำรวจส่งเรื่องให้อัยการ)
- เมื่อตำรวจสอบสวนเสร็จสิ้น ก็จะสรุปสำนวน (รวบรวมเอกสาร หลักฐาน ความเห็นของตำรวจ) แล้วส่งไปให้อัยการ
- ในสำนวน ตำรวจจะทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องคดี หรือสั่งไม่ฟ้อง (แต่คนตัดสินใจจริงๆ คืออัยการ)
-
อัยการพิจารณาสำนวน (อัยการดูสำนวน)
- อัยการจะพิจารณาสำนวนที่ตำรวจส่งมาอย่างละเอียด เพื่อดูว่าสำนวนครบถ้วนหรือไม่ มีหลักฐานพอที่จะสั่งฟ้องคดีได้หรือไม่
- อัยการมีอิสระในการพิจารณา ไม่จำเป็นต้อ งทำตามความเห็นของตำรวจเสมอไป อัยการอาจจะสั่งให้ตำรวจสอบสวนเพิ่มเติม, เรียกพยานมาสอบเพิ่ม หรือสั่งให้หาหลักฐานเพิ่มเติมได้
-
อัยการสั่งฟ้อง หรือ สั่งไม่ฟ้อง (ตัดสินใจ) -
- สั่งฟ้อง: ถ้าอัยการเห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอ และคดีมีมูล อัยการก็จะสั่งฟ้องคดีต่อศาล เพื่อให้ศาลพิจารณาตัดสินต่อไป (คดีเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล)
- สั่งไม่ฟ้อง: ถ้าอัยการเห็นว่าหลักฐานไม่พอ หรือคดีไม่มีมูล หรือมีเหตุผลทางกฎหมายอื่นๆ อัยการก็จะสั่งไม่ฟ้อง (คดีจบในชั้นอัยการ แต่ต้องมีการตรวจสอบความเห็นสั่งไม่ฟ้องจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจอีกครั้ง)
- สำคัญ: ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้อง ในบางกรณี ผู้เสียหายยังมีสิทธิที่จะฟ้องคดีเองต่อศาลได้
-
ฟ้องคดีต่อศาล (เริ่มคดีในศาล)
- เมื่ออัยการสั่งฟ้องคดี ก็จะนำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญา
- คดีก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาลต่อไป (ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนที่ยาวและซับซ้อน)
สรุป: กระบวนการดำเนินคดีอาญาค่อนข้างยาวและมีหลายขั้นตอน แต่หลักๆ คือ เริ่มจากการแจ้งความ > ตำรวจสืบสวนสอบสวน > รวบรวมสำนวน > ส่งอัยการ > อัยการพิจารณา > สั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง > ถ้าสั่งฟ้องก็ไปที่ศาล
หวังว่าสรุปนี้จะช่วยให้เข้าใจกระบวนการดำเนินคดีอาญาได้ง่ายขึ้นนะครับ! หากมีคำถามเพิ่มเติม ถามได้ที่ 092-648-9018 นะครับ